» » » จีนใช้ระบบ Facial Recognition ควบคุมการใช้กระดาษชำระที่ Temple of Heaven Park ในกรุงปักกิ่ง

Tuesday, March 21, 2017

จีนใช้ระบบ Facial Recognition ควบคุมการใช้กระดาษชำระที่ Temple of Heaven Park ในกรุงปักกิ่ง

สวัสดีครับ

 Image Credit: Saad Akhtar via Wikimedia


Temple of Heaven Park หรือหอบูชาฟ้าเทียนถานมรดกโลกในกรุงปักกิ่ง มีนักท่องเที่ยวำจำนวนมหาศาลทั้งจากต่างประเทศและชาวจีนด้วยกันเอง  เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รัฐบาลจีนให้บริการกระดาษชำระฟรีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007  ล่าสุด Temple of Heaven Park ใช้ระบบ Facial Recognition ควบคุมการใช้กระดาษชำระที่ Temple of Heaven Park ในกรุงปักกิ่ง เนื่องจากกระดาษชำระถูกขโมย!



 Image Credit: BBC


เจ้าหน้าที่  Temple of Heaven Park ติดตั้งเครื่องจ่ายกระดาษชำระ (toilet paper dispensers) ติดตั้งระบบ Facial Recognition จำนวน 6 เครื่องในห้องน้ำสาธารณะ  ผู้ใช้บริการแต่ละคนต้องถอดแว่นตาให้เครื่อง Scan ใบหน้าหลังจากนั้นเครื่องจะจ่ายกระดาษชำระ 2 ชั้น ยาว 60 ถึง 70 เซนติเมตร (24 ถึง 27.5 นิ้ว) ระบบจะจ่ายกระดาษชำระให้ผู้ใช้คนเดิมเพิ่มต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 9 นาที

อย่างไรก็ตามถ้าจำเป็นต้องใช้กระดาษเพิ่มเติม (เช่นท้องเสีย)  เจ้าหน้าที่ของ Temple of Heaven Park  จะจ่ายกระดาษชำระเพิ่มเติมให้

 Image Credit: New York Times

ปัญหาการขโมยกระดาษชำระติดไม้ติดมือกลับไปใช้ที่บ้าน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Temple of Heaven Park  มาหลายปี  เจ้าหน้าหาวิธีแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง เช่นการติดประกาศขอความร่วมมือให้ช่วยกันประหยัดการใช้กระดาษชำระ และการรณรงค์ผ่านสื่อ ฯลฯ  ก่อนที่จะมาลงตัวด้วยการใช้ระบบ Hi Tech เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา

เจ้าหน้าที่ของ Temple of Heaven Park เปิดเผยว่าจากตัวเลือกหลายๆ แบบ เช่นการใช้ระบบ Fingerprints, Infrared และการ Facial Recognition ทีมงานตัดสินใจเลือกวิธี Scan ใบหน้าซึ่งเป็นวิธีซึ่งถูกหลักอนามัยที่สุด เจ้าหน้าที่ผู้นี้เปิดเผยว่าการติดตั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อประเมินผลเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งได้ผลเกินคาดเพราะจำนวนการใช้กระดาษชำระลดลงกว่า 20%

ส่วนกระแสจากผู้ใช้บริการและผ่านสื่อ Internet ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะนอกจากช่วยประหยัดการใช้กระดาษยังช่วยแก้ปัญหาซึ่งทำลายชื่อเสียงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ แต่มิข้อตินิดเดียวว่ากระดาษ 60 ถึง 70 เซนติเมตร หรือประมาณ 2 ฟุตมันน้อยไป!


ที่มา: BBC และ New York Times





No comments:

Post a Comment