Tweet
Hellisheidi โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในประเทศ Iceland ใช้เทคโนโลยี CarbFix เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้เป็นส่วนประกอบในหิน เป็นแห่งแรกในโลก
Iceland เป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้พลังงานสะอาดเกือบ 100% ในการผลิตไฟฟ้า ประมาณ 73% เป็นการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ และอีกประมาณ 27 มาจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยมีโรงงาน Hellisheidi ซี่งอยู่ห่างจากเมืองหลวง Reykjavik เพียง 15 กิโลเมตร เป็นแหล่งผลิตสำคัญ นอกจากนี้ Hellisheidi ยังเป็น โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ ขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก
Hellisheidi ใช้ความร้อนใต้ดินที่เกิดจากภูเขาไฟในละแวกนั้น เปลี่ยนน้ำเป็นไอไปหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า ขั้นตอนการผลิตทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด Hellisheidi ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้เป็นส่วนประกอบในหิน ทำให้ Hellisheidi สามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบ 100% ทุกขั้นตอน
เทคโนโลยีนี้ ชื่อว่า CarbFix เกิดจากความร่วมมือในการพัฒนาของหลายฝ่าย ประกอบด้วย Reykjavík Energy, French National Centre for Scientific Research, University of Iceland และ Columbia University ขั้นตอนการทำงานคร่าวๆ คือการละลายก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เกิดระหว่างการผลิตไฟฟ้า เข้ากับน้ำปริมาณมาก และส่งไปยัง Injection Plant ซี่งจะอัดน้ำลงไปที่ระดับความลึก 1 กิโลเมตร หรือ 3,200 ฟุต น้ำที่มีสภาพคล้ายโซดาจะทำปฏิกิริยากับหินภูเขาไฟ (หิน basalt) กลายเป็นของแข็งแทรกอยู่ตามรูพรุนของหินภูเขาไฟ (ตามภาพด้านบนสุด) กระบวนการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้เป็นส่วนประกอบในหิน ใช้เวลาประมาณ 400 วัน เร็วกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซี่งใช้เวลาหลายสิบปีและอาจนานถึงนับพันปี
ในปี ค.ศ. 2017 โรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ Hellisheidi สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จำนวน 10,000 ตัน ให้เป็นส่วนประกอบในหิน ซี่งเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ปีละ 30-40 gigatonnes แต่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถจัดการกับก๊าซ CO2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก เนื่องจากแหล่งหิน Basalt พบได้ทั่วไปใต้พื้นทะเลและมหาสมุทร และประมาณ 10% ของทุกทวีป แต่ข้อจำกัดของเทคโนโลยี CarbFix คือต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล เหมาะสำหรับบริเวณที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เท่านั้น
ที่มา: BBC




0 Comments